สร้างชัยชนะทางธุรกิจ ด้วยความคิดแบบเม่น

เม่น-porcupine

มนุษย์แบบเม่นทําให้โลกอันซับซ้อนนี้เรียบง่ายขึ้นได้

โดยใช้แนวคิดที่เป็นระบบหรือหลักการพื้นฐาน

และมนุษย์แบบเม่นสามารถสร้างความสําเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้

 

อิสยาห์ เบอร์ลิน (Isaiah Berlin) นักคิดผู้โด่งดังในช่วงคริสตศตวรรษที่ 20 ได้แบ่งประเภทของมนุษย์ออกเป็นสุนัขจิ้งจอกและเม่น ถ้าสุนัขจิ้งจอกกับเม่นสู้กัน คนส่วนใหญ่คงคิดว่าสุนัขจิ้งจอกที่ทั้งเจ้าเล่ห์และเหลี่ยมจัดน่าจะเป็นผู้ชนะแต่ความจริงแล้วเม่นต่างหากที่มักจะเป็นผู้ชนะอยู่เสมอ ในระหว่างที่สุนัขจิ้งจอกใช้ความฉลาดของมันคิดหาวิธีการต่างๆ นานาเพื่อเอาชนะ เม่นใช้เพียงขนที่เป็น อาวุธเพียงอย่างเดียวของมันในการต่อสู้ อิสยาห์ เบอร์ลิน ยืนยันความคิดที่ว่า “มนุษย์แบบเม่นทําให้โลกอันซับซ้อนนี้เรียบง่ายขึ้นได้โดยใช้แนวคิดที่เป็นระบบ หรือหลักการพื้นฐาน และมนุษย์แบบเม่นสามารถสร้างความสําเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้”

เม่นจะไม่พึ่งพาใคร แต่มุ่งมั่นฝ่าฟันอุปสรรคไปสู่เป้าหมายที่เรียบง่ายตามกําลังของตน

แบรนด์ไฮเอนด์ก็เช่นกัน แบรนด์เหล่านี้จะต่อสู้ด้วยอาวุธที่ตัวเองมี เพื่อสร้างคุณค่าที่ไม่มีใครแทนที่ได้ให้แก่ตัวเอง

ช่วงต้นปี พ.ศ. 2557 การลงประชามติเพื่อกําหนดระบบอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเรื่องที่กําลังได้รับความสนใจในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเด็นสําคัญคือ การทําข้อตกลงร่วมเกี่ยวกับการจ้างงานเพื่อรับรองอัตราค่าจ้างขั้นต่ำระหว่าง รัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น และการนําระบบค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงไปใช้ ในเขตที่การใช้ระบบค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม อัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศนี้สูงกว่าที่เราคิด ได้แก่ ค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนคือ 4,000 ฟรังก์สวิส (4 ล้าน 6 แสนวอน) และรายชั่วโมงคือ 22 ฟรังก์สวิส (25,000 วอน) เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปีเดียวกันของประเทศ เกาหลีใต้คือชั่วโมงละ 5,210 วอน จะสูงกว่าราวๆ 500 เท่า ซึ่งเราอาจมองว่า เป็นเพราะความแตกต่างของรายได้ประชากรก็ได้ เพราะความจริงแล้วในปี พ.ศ. 2556 มีการบันทึกไว้ว่า ค่า GDP เฉลี่ยต่อหัวของประชากรในประเทศ สวิตเซอร์แลนด์อยู่ที่อันดับ 4 ของโลก โดยสูงถึง 81,323 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ร่ำรวยเพียงใดก็จําเป็นต้องพิจารณาเกี่ยวกับอัตราค่าจ้าง ขั้นต่ำอย่างถี่ถ้วนเพราะอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ของประเทศ ดังนั้นการที่รัฐบาลของสวิตเซอร์แลนด์กําหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ไว้ที่ 4,000 ฟรังก์สวิส เขาก็คงประเมินแล้วว่าเศรษฐกิจของประเทศสามารถ อยู่รอดได้แม้จะกําหนดอัตราไว้สูงเช่นนี้

พลังของประเทศสวิตเซอร์แลนด์เริ่มต้นจากกลุ่มผู้ประกอบการภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น La Roche, Nestlé, Richemont, Swatch ล้วนเป็นแบรนด์ดัง จากสวิตเซอร์แลนด์ที่จัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของธุรกิจแต่ละประเภท ซึ่งแนวทาง การบริหารกิจการของแบรนด์เหล่านี้ก็คือการมีเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมและมีนิสัยที่ไม่ยอมแพ้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เราควรให้ความสนใจมากที่สุดก็คือการที่

บริษัทเหล่านี้ทําธุรกิจโดยยึดเรื่องการได้ผลกําไรสูงเป็นสําคัญ

การตั้งเป้าหมายว่าจะทําธุรกิจที่ได้ผลกําไรสูงนั้นมาจากความต้องการเอาชนะ สภาพแวดล้อมที่ขาดแคลนของประเทศ เพราะในฐานะนักท่องเที่ยวอาจมองว่า ทิวทัศน์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นสวยงาม ภาพบ้านเรือนและฟาร์มที่ตั้งอยู่ บนพื้นสีเขียวช่างน่าประทับใจเหลือเกิน แต่สําหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนั้นแล้ว สวิตเซอร์แลนด์เป็นเพียงผืนดินที่แห้งแล้ง กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของประเทศเป็น ภูเขาและปกคลุมไปด้วยยอดเขาสูง ถึงขนาดมีคนเคยกล่าวไว้ว่า พระเจ้าไม่อาจ ทนเห็นสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งและขรุขระของสวิตเซอร์แลนด์ได้ พระองค์ จึงประทานแกะลงมาให้ ในอดีต ผู้ชายชาวสวิสต้องไปรับจ้างเป็นทหารของประเทศต่างๆ ในยุโรปเพื่อเลี้ยงชีพ ทําการเกษตรและฟาร์มเลี้ยงสัตว์หรือทํางานอะไรสักอย่างเพื่อให้หลุดพ้นไปจากสภาวะขาดแคลนเช่นนี้ ซึ่งความพยายามของพวกเขาในภายหลังนั้นอาจสรุปรวมได้เป็นสองข้อใหญ่ๆ

ข้อแรก ด้วยข้อจํากัดเรื่องการเดินทางภายในประเทศที่ยากลําบากและ อันตรายเพราะต้องข้ามภูเขา สวิตเซอร์แลนด์จําเป็นต้องเลือกสินค้าที่ขนส่งง่าย ให้กําไรสูง ซึ่งก็ได้แก่ธุรกิจด้านเภสัชกรรม นาฬิกา เป็นต้น และนี่คือเหตุผล ที่มีบริษัทผลิตยารักษาโรคขนาดใหญ่อย่าง Novartis และแบรนด์นาฬิกาชื่อดัง เช่น Rolex หรือ OMEGA ฯลฯ เกิดขึ้น อันที่จริงประเทศนี้มีช่างนาฬิกาอยู่เป็น จํานวนมาก พวกเขาใช้ฤดูหนาวอันยาวนานเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า โดยหลังจาก ฤดูหนาวผ่านไปพวกเขาจะผลิตนาฬิกาได้อย่างน้อย 1 เรือนหรืออย่างมาก 3-4 เรือน ศิลปะอันงดงามและการเป็นสินค้าหายากทําให้

พวกเขาสามารถตั้งราคาขายขั้นต่ำได้เดือนละ 30 ล้านวอน (ประมาณ 8 แสนบาท)

หรืออาจสูงถึงเรือนละ 100 ล้านวอน – 300 ล้านวอน (ประมาณ 2.6-8 ล้านบาท)

เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับกระบวนการผลิตที่มีมากถึง 300 ขั้นตอนแล้วก็อาจคิดว่าราคาเท่านี้ยังต่ำเกินไป ถึงกระนั้นมันก็น่าจะเป็นมูลค่า สูงสุดที่ใครคนหนึ่งสามารถเพิ่มให้แก่สินค้าของเขาได้ด้วยความสามารถของตนเอง มิใช่หรือ

ข้อที่สอง ในขณะนั้นกลุ่มประเทศมหาอํานาจได้ควบคุมธุรกิจต่างๆ ไว้เกือบ ทั้งหมด สวิตเซอร์แลนด์จึงต้องการสร้างพลังด้านคุณภาพของสินค้าให้สูงกว่าใครโดยใช้เทคโนโลยีเฉพาะตัวของตนเป็นพื้นฐาน โครงสร้างธุรกิจของสวิตเซอร์แลนด์ เปลี่ยนไปโดยปริยาย เป็นการผลิตสินค้าที่ให้กําไรสูงแม้จะขายได้เพียงชิ้นเดียว และนี่คือเบื้องหลังที่ทําให้ทุกวันนี้สวิตเซอร์แลนด์มีกลุ่มธุรกิจที่มีแนวคิดสร้างสรรค์ อยู่มากที่สุดในโลก ธุรกิจของสวิตเซอร์แลนด์ที่เรารู้จักกันดีและเป็นตัวแทนของ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลกําไรสูง ได้แก่ ธุรกิจด้านเภสัชกรรมที่ใช้เทคโนโลยีนาโน และไบโอ ธุรกิจด้านการเงินอย่าง Swiss Bank ธุรกิจผลิตอาหารที่มีจําหน่ายอยู่ ทั่วโลกอย่าง Nestlé ฯลฯ ธุรกิจด้านการผลิตเครื่องจักรของสวิตเซอร์แลนด์ ก็โด่งดังมากเช่นกัน ทั้งเครื่องพิมพ์และเครื่องจักรที่ใช้ในธุรกิจสิ่งทอที่จัดอยู่ใน อันดับ 5 ของกลุ่มธุรกิจประเภทเดียวกัน หรือเรียกได้ว่าติดอันดับ 1 ใน 10 ของ ธุรกิจเครื่องจักรต่างๆ ที่สําคัญ อาจมองได้ว่าธุรกิจต่างๆ ของสวิตเซอร์แลนด์นั้น หากไม่ทําให้ยอดเยี่ยมก็ไม่คิดที่จะลงแข่งขัน

สวิตเซอร์แลนด์นับเป็นประเทศแห่งนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุโรป โดย ครองอันดับหนึ่งในทุกดัชนีชี้วัดความเป็นไฮเอนด์ซึ่งเป็นตัวรับรองการได้ผลกําไรสูง ทั้งจํานวนการจดสิทธิบัตรนานาชาติต่อประชากรหนึ่งคน สัดส่วนของสินค้าส่งออก ที่ได้ผลกําไรสูง เงินลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ฯลฯ นอกจากนี้ ความจริง ที่ว่า

มากกว่า 2 ใน 3 ของคนทํางานในสวิตเซอร์แลนด์กําลังทํางานอยู่ในกิจการ

ที่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก็น่าสนใจมากเช่นกัน ซึ่งธุรกิจต่างๆ เหล่านี้

เป็น “ธุรกิจที่ดําเนินกิจการแบบเม่น” ที่ส่วนใหญ่อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกในกลุ่มธุรกิจประเภทนั้นๆ

ตัวอย่างเช่น Straumann ผู้นําด้านนวัตกรรมรากฟันเทียม Lantal Textiles อันดับหนึ่งในธุรกิจประเภทเส้นใยชนิดพิเศษ และ Katadyn ที่หนึ่งด้านผลิตภัณฑ์เครื่องกรองน้ําชนิดพกพา เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ของพวกเขา ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์โลว์เอนด์ที่คอยทําตามความต้องการของลูกค้าและตลาด หากแต่ เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ไฮเอนด์ที่ก้าวนําลูกค้าด้วยเทคโนโลยีและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และผลกําไรที่สูงจากธุรกิจเหล่านี้นี่เองที่เป็นเคล็ดลับที่จะผลักให้ GDP ของ สวิตเซอร์แลนด์สูงขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้ในไม่ช้า

 

ที่มา :

ขายเนื้อให้เหมือนหลุยส์-วิตตอง
ขายเนื้อให้เหมือนหลุยส์-วิตตอง